สวัสดีค่ะ แมวเอง บทความนี้ แมวจะมาเขียนบทความเกี่ยวกับ Big-5 personality ซึ่งเป็นทฤษฎีบุคลิกภาพที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เรามาทำความรู้จักกับทฤษฎีนี้กันดีกว่าค่ะว่ามันคืออะไร ใครเป็นผู้คิดค้น และพัฒนาการของมันเป็นอย่างไร
Big-5 personality คืออะไร?
Big-5 personality หรือ Five Factor Model (FFM) คือโมเดลการจำแนกบุคลิกภาพของมนุษย์ออกเป็น 5 มิติหลัก ได้แก่ Openness (การเปิดรับประสบการณ์), Conscientiousness (ความมีสติ รอบคอบ), Extraversion (ความเป็นคนเปิดเผย กล้าแสดงออก), Agreeableness (ความเป็นมิตร อ่อนโยน), และ Neuroticism (ความไม่มั่นคงทางอารมณ์) โดยแต่ละมิติจะแบ่งระดับความเด่นชัดของบุคลิกนั้นๆ ไว้ด้วย
ใครเป็นผู้เริ่มพัฒนาและทำให้มีชื่อเสียง?
แนวคิด Big-5 ถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกในช่วงปี 1960 โดย Ernest Tupes และ Raymond Christal นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน จากการศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์บุคลิกภาพของทหารอเมริกัน ซึ่งพบว่าบุคลิกภาพสามารถจัดกลุ่มได้เป็น 5 กลุ่มใหญ่ๆ ดังกล่าว ต่อมานักจิตวิทยาคนอื่นๆ ก็นำผลการวิจัยไปต่อยอดศึกษาเพิ่มเติม เช่น Warren Norman, Lewis Goldberg จนกระทั่งในปี 1980 ทฤษฎี Big-5 จึงเริ่มเป็นที่รู้จักในแวดวงจิตวิทยา
การพัฒนาแบบวัดบุคลิกภาพ Big-5 ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบันอย่าง NEO Personality Inventory (NEO-PI) ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1978 โดย Paul Costa และ Robert McCrae และมีการปรับปรุงเรื่อยมาจนถึงรุ่นล่าสุด NEO-PI-3 ในปี 2005 ซึ่งแปลเป็นภาษาต่างๆมากมาย รวมทั้งฉบับภาษาไทยด้วย
จุดเด่นของ Big-5 Personality
เหตุผลที่ Big-5 ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางทั้งในงานวิจัยและการประยุกต์ใช้ เพราะมีองค์ประกอบสำคัญดังนี้
- เป็นทฤษฎีที่พัฒนามาจากข้อมูลเชิงประจักษ์ ไม่ใช่เพียงแค่ความคิดเห็นของนักทฤษฎี
- มีความครอบคลุม สามารถอธิบายความแตกต่างของบุคลิกลักษณะของคนได้อย่างกว้างขวาง
- มีเครื่องมือวัดที่มีคุณภาพสูง ถูกแปลเป็นหลายภาษาและตรวจสอบคุณสมบัติทางจิตมิติอย่างละเอียด
- สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับงานหลากหลายสาขา ทั้งด้านจิตวิทยา การศึกษา การบริหารทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น
- ใช้เป็นกรอบอ้างอิงในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับบุคลิกภาพ ช่วยให้งานวิจัยมีมาตรฐานเดียวกันและสามารถเปรียบเทียบผลการศึกษาระหว่างกลุ่มได้
อย่างไรก็ตามข้อจำกัดของ Big-5 คือ เป็นการอธิบายบุคลิกภาพในภาพรวมกว้างๆ แต่อาจไม่ครอบคลุมบุคลิกภาพย่อยเฉพาะเจาะจงบางอย่าง และยังมีอคติทางวัฒนธรรมอยู่บ้าง เนื่องจากพัฒนามาจากงานวิจัยในโลกตะวันตกเป็นหลัก
กระนั้นก็ตาม ถ้าต้องการทำความเข้าใจภาพรวมของบุคลิกภาพคนอย่างเป็นระบบ Big-5 ก็เป็นทฤษฎีหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะมีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนมากมาย และสามารถประยุกต์ใช้ได้กับงานหลากหลาย จนกลายเป็นทฤษฎีบุคลิกภาพที่ทรงอิทธิพลที่สุดในปัจจุบันนี้

Note: เพื่อน ๆ สามารถดาวน์โหลดแบบทดสอบ Big-5 Personality Test ฉบับ Excel Sheet ที่แสดง Rader Chart (ตามภาพ) ได้ที่คลังแบบทดสอบของเราเลยน้า
*การที่เราให้เพื่อน ๆ ดาวน์โหลดไป ไม่ได้ทำบนเว็บไซต์เพราะว่าเราห่วง Privacy ของท่านค่าา
การนำ big-5 personality ไปพัฒนาตนเอง
นอกจากนี้ แมวขอกล่าวถึงทัศนะของ Jordan Peterson นักจิตวิทยาและนักเขียนผู้มีชื่อเสียงชาวแคนาดา ซึ่งได้นำแนวคิด Big-5 มาประยุกต์ใช้ในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการพัฒนาตนเองด้วย
Peterson เสนอว่า ผู้ที่ต้องการพัฒนาบุคลิกภาพของตนเอง สามารถเริ่มต้นจากการประเมินคะแนน Big-5 ของตัวเองก่อน เพื่อดูว่าตนมีบุคลิกภาพโดดเด่นหรือด้อยในด้านใดบ้าง จากนั้นจึงค่อยๆ ปรับสมดุลในแต่ละด้านให้มีความสมดุลมากขึ้น เช่น
- ถ้าเป็นคนเก็บตัว ไม่ชอบเข้าสังคม (Introvert) มากเกินไป ก็ให้ค่อยๆ ฝึกทักษะการเข้าสังคม การสื่อสาร เริ่มจากสถานการณ์ที่รู้สึกปลอดภัย และค่อยๆ ขยายวงกว้างขึ้น เพื่อให้กล้าแสดงออก (Extravert) มากขึ้น
- หากขาดความมีวินัย ทำอะไรไม่เป็นระบบ ทำงานไม่เสร็จ (Consciousness ต่ำ) ก็ให้ฝึกวางแผนจัดการเวลา สร้างโครงสร้างการใช้ชีวิตให้เป็นระเบียบ ตั้งเป้าหมายและพยายามทำให้สำเร็จ เพื่อพัฒนาความรับผิดชอบ ความเอาจริงเอาจังให้มากขึ้น
- ถ้ารู้สึกเครียด กังวล อารมณ์แปรปรวนง่าย (Neuroticism สูง) ก็ฝึกจัดการความเครียด ควบคุมอารมณ์ให้ดีขึ้น อาจใช้วิธีออกกำลังกาย เดินธรรมชาติ สมาธิ เพื่อลดความวิตกกังวล ให้รู้สึกมั่นคงทางอารมณ์มากขึ้น
- หากเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง ไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น (Agreeableness ต่ำ) ก็ให้ฝึกฟัง ใส่ใจความรู้สึกของคนรอบข้างมากขึ้น หัดเอาใจเขามาใส่ใจเรา คิดถึงผลกระทบจากการกระทำของตน เพื่อเพิ่มความเห็นอกเห็นใจ ความนุ่มนวล มีน้ำใจมากขึ้น
- ส่วนคนที่ยึดติดกับความคุ้นเคย ไม่กล้าลองของใหม่ (Openness ต่ำ) ก็ให้ลองเปิดใจทำสิ่งที่ไม่เคยทำบ้าง เช่น ลองอาหารใหม่ๆ เดินทางไปสถานที่แปลกๆ พบปะผู้คนหลากหลาย เพื่อเพิ่มความกล้าเผชิญความแปลกใหม่ให้กับตนเอง
อย่างไรก็ตาม Peterson เน้นย้ำว่า การปรับบุคลิกภาพเป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป ต้องใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่อง และเข้าใจข้อจำกัดของตนเองด้วย ไม่ใช่พยายามเปลี่ยนตัวเองในทันที ซึ่งอาจทำให้เกิดความเครียดหรือวิตกกังวลเพิ่มขึ้นได้
สรุปแล้ว แนวคิดของ Peterson ชี้ให้เห็นว่า เราสามารถนำผลของการวัดบุคลิกภาพ Big-5 มาใช้ประกอบการพัฒนาตนเองได้ โดยพยายามสร้างสมดุลในแต่ละด้านให้มากขึ้น ปรับแต่งบุคลิกภาพในจุดที่เราเองรู้สึกว่ายังต้องปรับปรุง ซึ่งจะช่วยให้เรามีบุคลิกภาพที่สมบูรณ์ขึ้น พร้อมเผชิญกับความท้าทายในชีวิตได้ดียิ่งขึ้นนั่นเองค่ะ
อ้างอิง
แมวขออ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลที่กล่าวถึงไว้ในบทความดังนี้
- Peterson, J. B. (1999). Maps of meaning: The architecture of belief. Routledge.
- Peterson, J. B., & Flanders, J. L. (2002). Complexity management theory: Motivation for ideological rigidity and social conflict. Cortex, 38(3), 429-458.
- Peterson, J. B. (2018). 12 Rules for Life: An Antidote to Chaos. Random House Canada.
- Beck, J. (2018, January 17). The Jordan Peterson Paradox: High Intellect, or Just Another Angry White Guy? The Atlantic. https://www.theatlantic.com/health/archive/2018/01/the-jordan-peterson-paradox/550613/
- Kaufman, S. B. (2016, December 15). The Differences between Extroverts and Introverts. Scientific American. https://blogs.scientificamerican.com/beautiful-minds/the-differences-between-extroverts-and-introverts/
- Ackerman, C. E. (2020, October 13). Big Five Personality Traits: The OCEAN Model Explained. PositivePsychology.com. https://positivepsychology.com/big-five-personality-theory/
- Widiger, T. A. (Ed.). (2017). The Oxford handbook of the five factor model. Oxford University Press.
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหนังสือ 12 Rules for Life และบทความที่เกี่ยวข้อง Peterson ได้กล่าวถึงการประยุกต์ใช้ Big 5 ในการพัฒนาตนเองไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งแมวได้นำมาสรุปย่อในบทความนี้ค่ะ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม ผู้อ่านสามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือและบทความข้างต้น
แมวหวังว่าการอ้างอิงนี้จะช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้กับบทความมากขึ้น และเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านที่ต้องการค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมในหัวข้อนี้นะคะ
@แมวเอง




Leave a Reply